จัด งานอีเวนต์ ออฟไลน์ให้ปังบนโซเชียล! ด้วยเทคนิค O2O Marketing จาก AI Photo Booth

เคยไหม? ทุ่มงบจัด งานอีเวนต์ ทั้งสถานที่ โปรดักชัน และกิจกรรมจนผู้ร่วมงานประทับใจ แต่ทันทีที่งานจบ กระแสบนโลกออนไลน์กลับเงียบลง โดยที่ภาพสวย ๆ ถูกเก็บไว้ในโทรศัพท์ ไม่มีใครติดแฮชแท็กแคมเปญงาน และแบรนด์แทบไม่ถูกพูดถึงนอกพื้นที่จัดงาน
ซึ่งสำหรับ Marketer และ Organizer สิ่งนี้ไม่ใช่เพียงโอกาสในการประชาสัมพันธ์ที่หายไป แต่ยังทำให้การสรุปผลว่าการลงทุนสร้างความคุ้มค่าแค่ไหนเป็นเรื่องยาก
เพราะ “การที่คนมาร่วมงาน ไม่ได้แปลว่าเขาจะยอมโพสต์โปรโมตให้เราโดยอัตโนมัติ” หากอยากเปลี่ยนแขกในงานให้กลายเป็นกระบอกเสียง เราจึงต้องวางแผนดึงคนจาก "หน้างานจริง (Offline)" ไปสู่ "โลกโซเชียล (Online)" หรือแนวคิด O2O Marketing ตั้งแต่ขั้นตอนแรกของการดีไซน์งาน
บทความนี้ any i จึงอยากจะพาทุกคนมาเจาะลึกกลยุทธ์ดังกล่าว พร้อมเทคนิคการใช้ AI Photo Booth เพื่อเปลี่ยนโมเมนต์สั้น ๆ หน้าบูธ ให้กลายเป็นไวรัลคอนเทนต์ มาฝากกัน
ทำไมงานอีเวนต์ออฟไลน์ถึงสร้างกระแสบนโซเชียลได้ยาก?
งานอีเวนต์ที่คนเข้าร่วมจำนวนมากไม่ได้แปลว่าจะเกิดการแชร์เป็นจำนวนมากเสมอไป เพราะการเดินเข้าบูธ การถ่ายรูป และการโพสต์ลงโซเชียลนั้นเป็นคนละพฤติกรรม
ซึ่งสาเหตุหลัก ๆ ที่ทำให้งานอีเวนต์ไม่เกิดกระแสส่งต่อ มักมาจาก 3 ข้อนี้
- รูปธรรมดาเกินไปจนไม่มีแรงจูงใจให้อวด: จุดถ่ายรูปหรือฉาก Backdrop ทั่วไป ใคร ๆ ก็ใช้มือถือถ่ายเองได้ เมื่อรูปไม่ได้ดูแปลกใหม่ หรือไม่ได้ทำให้เขารู้สึกว้าว โอกาสที่รูปนั้นจะถูกอัปโหลดขึ้นโซเชียลจึงแทบไม่มี
- แบรนด์ใส่โลโก้โจ่งแจ้งจนไม่น่าแชร์: หลายงานอยากโปรโมตจนลืมมุมมองของคนถ่าย แปะโลโก้ใหญ่เกินไปจนบดบังใบหน้า หรือจัดวางจนดูเหมือนใบปลิวโฆษณา สุดท้ายแขกถ่ายเสร็จก็เลือกที่จะครอปโลโก้ทิ้ง หรือเก็บภาพไว้ดูคนเดียว
- จบงานแล้ว แต่ไม่มีข้อมูลมาวัดผลต่อ: ปกติแล้วทีมงานมักจะรายงานแค่ตัวเลขคนเดินเข้างาน ทว่าข้อมูลเหล่านี้ตอบไม่ได้เลยว่า มีคนนำรูปไปโพสต์จริงกี่คน หรือกิจกรรมในบูธช่วยต่อยอดไปสู่การเก็บข้อมูลลูกค้า (Leads) ได้มากน้อยแค่ไหน
O2O Marketing คืออะไร? ทำไมถึงช่วยให้ “งานอีเวนต์” สร้างกระแสออนไลน์ได้

O2O Marketing หรือ Offline-to-Online Marketing ในบริบทอีเวนต์ คือการออกแบบประสบการณ์ในพื้นที่จริงให้ต่อเนื่องไปยังช่องทางดิจิทัล โดยมีเป้าหมายหลักที่สำคัญคือ
- เปลี่ยนคนร่วมงาน ให้เป็นผู้สร้างคอนเทนต์ (UGC): เพราะคอนเทนต์ที่มาจากผู้ใช้งานจริง (User-Generated Content) มักสร้างความน่าเชื่อถือได้มากกว่าโพสต์ทางการของแบรนด์ ดังนั้น เมื่อแขกได้รูปถ่ายแนวใหม่ที่ไม่เคยเห็นที่ไหนมาก่อน จึงพร้อมที่จะโพสต์ลง Instagram, Facebook หรือ TikTok ทันที
- ลดความยุ่งยากในทุกขั้นตอน: หัวใจสำคัญคือความลื่นไหล ตั้งแต่การยืนถ่ายรูป สแกน QR Code รับภาพเข้ามือถือ ไปจนถึงการกดก็อปปี้แฮชแท็กแคมเปญเพื่อแชร์ ทุกอย่างควรทำเสร็จได้ภายในไม่กี่วินาที
ทำไม AI Photo Booth ถึงกลายเป็นจิ๊กซอว์ชิ้นสำคัญของ O2O Marketing?
หลายคนอาจมองว่า Photo Booth เป็นเพียงเครื่องมือที่ช่วยสร้างความบันเทิงหน้างาน แต่ในมุมของ O2O Marketing ตู้ถ่ายรูปคือ Touchpoint ที่ทรงพลังที่สุด ในการเปลี่ยนผู้ร่วมงานให้กลายเป็นสื่อช่วยโปรโมตแบรนด์ เพราะเป็นจุดที่ดึงความสนใจของผู้คนหน้างาน (Offline) มาเปลี่ยนเป็นไฟล์ดิจิทัลที่พร้อมส่งต่อ (Online) ได้ทันที
ทว่าการตั้งตู้ถ่ายรูปไว้เฉย ๆ อาจไม่เพียงพอที่จะสร้างกระแสไวรัล หากต้องการเปลี่ยนทุกชัตเตอร์ให้กลายเป็นยอดแชร์คุณภาพ นี่คือ 4 เทคนิคที่นักการตลาดและผู้จัดงานสามารถนำไปปรับใช้ได้จริง
4 เทคนิคใช้ AI Photo Booth ใน “งานอีเวนต์” กระตุ้นยอดแชร์ให้ปัง

การทำ O2O Marketing ให้เห็นผลลัพธ์ชัดเจน ต้องไม่ได้เริ่มจากการเลือกแค่อุปกรณ์หรือเทคโนโลยีมาตั้งไว้หน้างาน แต่หัวใจสำคัญคือการคิด Creative Idea ให้น่าสนใจ แล้วค่อยวางเส้นทางดิจิทัล (User Journey) ควบคู่ไปกับแผนวัดผลตั้งแต่ต้น
หากต้องการเปลี่ยนตู้ถ่ายรูปให้กลายเป็นเครื่องมือปั้นยอดแชร์คุณภาพ นี่คือ 4 เทคนิคที่ทั้งทีมแบรนด์และ Organizer สามารถนำไปปรับใช้ได้จริง ทั้งในงานเปิดตัวสินค้า นิทรรศการ Roadshow หรือกิจกรรมแฟนมีต
1. สร้างภาพ Personalized ที่ผู้ร่วมงานอีเวนต์อยากโพสต์ทันที
แทนที่จะให้ทุกคนยืนถ่ายหน้าฉาก Backdrop เดิม ๆ ลองออกแบบ AI Theme ให้มีลูกเล่นหลากหลายตามบุคลิกของกลุ่มเป้าหมายหรือเรื่องราวของแบรนด์ เช่น แปลงโฉมผู้ร่วมงานให้เป็นนักเดินทางในจักรวาลของแคมเปญ ตัวละครในภาพยนตร์ หรือขึ้นปกนิตยสารจำลอง
ที่สำคัญคือต้องยังคงเค้าโครงใบหน้าจริงของพวกเขาไว้ เพราะเมื่อแต่ละคนได้ผลลัพธ์ที่แปลกใหม่ไม่ซ้ำใคร แถมยังรู้สึกว่า “ภาพนี้เป็นเวอร์ชันพิเศษที่มีแค่เราคนเดียวที่ได้” ความรู้สึกอินและความเป็นเจ้าของคอนเทนต์จะเกิดขึ้นทันที ซึ่งสิ่งนี้เองที่จะกลายเป็นแรงผลักดันชั้นดีให้พวกเขากดแชร์ลงโซเชียลมีเดียด้วยตัวเอง
2. ใส่ Brand Identity ให้แนบเนียน เพื่อให้ทุกภาพช่วยโปรโมตงานโดยไม่ดูยัดเยียด
จริงอยู่ที่ภาพถ่ายจะช่วยสร้างการรับรู้ได้ ก็ต่อเมื่อคนมองเห็นแล้วจำได้ว่าเป็นงานของใคร ทว่าการใส่โลโก้ใหญ่เกินไปจนบังใบหน้า หรืออัดรายละเอียดแน่นจนดูเป็นป้ายโฆษณา ก็อาจทำให้ผู้ร่วมงานลังเลที่จะแชร์ ทางออกคือการออกแบบ Brand Frame ให้กลมกลืนไปกับรูป ดึงคู่สี CI กราฟิกลายเส้น และแฮชแท็กหลักมาจัดวางให้อ่านง่ายบนหน้าจอมือถือ
นอกจากนี้ เพื่อเพิ่มโอกาสในการโพสต์ ควรเตรียมขนาดไฟล์ภาพให้พร้อมใช้งานทันที ทั้งแบบแนวตั้งสำหรับ Story / Reels (9:16) และแบบ Feed ทั่วไป การให้ตัวเลือกที่พอดีตั้งแต่แรก จะช่วยลดความยุ่งยากที่ผู้ใช้ต้องมานั่งครอปรูปเอง ซึ่งช่วยป้องกันไม่ให้โลโก้หรือชื่อแคมเปญถูกตัดหลุดเฟรมไปอย่างน่าเสียดาย
3. ใช้ QR Code ช่วยให้รับภาพไวและแชร์ต่อได้ทันทีในคลิกเดียว
จังหวะเวลาคือเรื่องสำคัญที่สุด เพราะความตื่นเต้นในการอวดภาพจะพุ่งสูงในนาทีแรกหลังจากถ่ายเสร็จ หากขั้นตอนรับไฟล์ยุ่งยากหรือต้องรอนาน อารมณ์อยากแชร์ก็จะลดฮวบลงทันที บูธจึงควรใช้ระบบสแกน QR Code ที่โหลดภาพความละเอียดสูงเข้าสมาร์ตโฟนได้ในไม่กี่วินาที เพื่อให้พวกเขานำไปวางและโพสต์ต่อได้ทันที
ทั้งนี้ หากต้องการต่อยอดบูธถ่ายรูปไปสู่การเก็บข้อมูลกลุ่มเป้าหมาย (Leads) ควรแยกขั้นตอนรับภาพ ออกจากหน้ายินยอมรับข้อมูลทางการตลาดอย่างชัดเจนและโปร่งใสตามหลัก PDPA เพราะการเคารพสิทธิและความเป็นส่วนตัวของผู้ร่วมงาน จะช่วยสร้างความน่าเชื่อถือให้แบรนด์ในระยะยาวได้มากกว่า
4. ออกแบบกิจกรรม Social Challenge เพื่อจุดกระแส UGC อย่างต่อเนื่อง
ตู้ AI Photo Booth จะทรงพลังยิ่งขึ้นไปอีก เมื่อผูกเข้ากับกิจกรรมที่มีเรื่องราวให้พูดคุยต่อ เช่น ชวนโพสต์ภาพในธีม “โลกอีกใบของคุณ” พร้อมติดแฮชแท็กแคมเปญ หรือชวนเพื่อนมารวมกลุ่มถ่ายภาพเพื่อปลดล็อกธีมพิเศษ
ในพื้นที่จัดงาน สามารถติดตั้ง Photowall หรือหน้าจอดิจิทัลเพื่อดึงภาพที่ได้รับอนุญาตแล้วขึ้นแสดงแบบเรียลไทม์ ซึ่งนอกจากจะสร้างบรรยากาศให้งานดูมีชีวิตชีวาแล้ว ยังช่วยจุดประกายให้คนที่เดินผ่านไปมารู้สึกอยากเข้ามาร่วมสนุกกับแบรนด์
AI Photo Booth จาก any i ตัวช่วยเปลี่ยนงานอีเวนต์ให้เป็นเครื่องมือ O2O Marketing

เมื่อกำหนดไอเดียและเป้าหมายชัดเจนแล้ว ขั้นต่อมาคือเลือกเครื่องมือที่รองรับประสบการณ์เหล่านั้น ซึ่งทาง any i เรามีโซลูชัน AI Photo Booth ตู้ถ่ายรูป ที่สามารถออกแบบธีม หน้าจอ และองค์ประกอบภาพให้สอดคล้องกับคอนเซปต์ของแคมเปญ พร้อมการรับภาพดิจิทัล ซึ่งเอื้อต่อการสร้างคอนเทนต์ที่ผู้ร่วมงานอยากเก็บและแชร์ ไม่ว่าจะเป็น
1. AI SNAP 2.0 สร้างภาพครีเอทีฟตามธีมแคมเปญ กระตุ้นการแชร์
หากเป้าหมายของงานคือการสร้างความตื่นตาตื่นใจ AI SNAP 2.0 ถือเป็นตัวเลือกที่ตอบโจทย์ที่สุด ด้วยความสามารถในการ Generate ฉาก ท่าทาง และบรรยากาศใหม่ ๆ ขึ้นมาตาม Key Visual หรือเรื่องราวในจักรวาลของแบรนด์ ไม่ว่าจะเป็นภาพเดี่ยวหรือภาพกลุ่ม
ทีมงานสามารถปรับแต่งทั้งคู่สี โลโก้ และ Mood & Tone ให้สะท้อนตัวตนของงานได้อย่างเต็มที่ โดยผู้ร่วมงานเพียงแค่เลือกธีมที่ชอบ โพสท่าถ่ายรูป รอ AI ประมวลผลสักครู่ แล้วสแกน QR Code รับไฟล์กลับเข้ามือถือ หรือจะเลือกพิมพ์ภาพออกมาเป็นของที่ระลึกหน้างานก็ได้เช่นกัน ทั้งหมดนี้เปลี่ยนโมเมนต์สนุก ๆ หน้าบูธให้กลายเป็นคอนเทนต์ดิจิทัลที่พร้อมกระจายต่อบนโลกออนไลน์ได้ทันที
2. Real Face AI Photo Booth: ยกระดับภาพถ่ายสวยหรู เน้นความสมจริงแบบไร้ที่ติ
สำหรับแบรนด์ที่ต้องการภาพลักษณ์สุดพรีเมียม Real Face AI Photo Booth คือคำตอบที่ใช่ จุดเด่นของเทคโนโลยีนี้คือการรักษาเอกลักษณ์และโครงหน้าจริงของผู้ร่วมงานไว้อย่างแม่นยำ พร้อมทั้งปรับแต่งผิวพรรณ แสง และองค์ประกอบรอบตัวให้ออกมาสวยเนียนตาและดูเป็นธรรมชาติ
ฟังก์ชันนี้จึงลงตัวอย่างยิ่งสำหรับงานสาย Beauty, Fashion, นิทรรศการ Luxury หรืองานเลี้ยงต้อนรับลูกค้าคนสำคัญ (VIP) ที่ต้องการผลลัพธ์ภาพถ่ายคุณภาพสูงระดับมืออาชีพ ทั้งยังรองรับทั้งการถ่ายเดี่ยวและการถ่ายกลุ่ม ช่วยเสริมสร้างภาพลักษณ์ของแบรนด์และสร้างความประทับใจที่น่าจดจำให้แก่ผู้ร่วมงานทุกคน
ตัวอย่างผลงานภาพถ่าย AI Photo Booth จาก งานอีเวนต์ ต่าง ๆ

ผลงานอีเวนต์ ภาพถ่ายผู้หญิงกับมาสคอตสุดโปรดภายในงาน GASTECH Bangkok

ตัวอย่างการถ่าย Group Shot ด้วยถ่ายภาพ AI ธีม Thai Treasures

ผลงานภาพผู้หญิงในชุดนักรบแฟนตาซี ภายในงาน Amazing Thailand
ธุรกิจสามารถใช้ AI Photo Booth วัดผลความสำเร็จของงานอีเวนต์อย่างไร?
ตัวชี้วัดที่ดีต้องสอดคล้องกับเป้าหมายตั้งแต่แรก หากตั้งเป้าสร้างการรับรู้ (Awareness) สิ่งที่ต้องโฟกัสคือการเข้าถึงและจำนวนคอนเทนต์ที่เกิดขึ้นจริงบนโซเชียล หากมุ่งเน้นการหาลูกค้าใหม่ (Lead Generation) ก็ควรดูที่จำนวนและคุณภาพของรายชื่อผู้ลงทะเบียน แต่ถ้าเน้นการมีปฏิสัมพันธ์ (Engagement) ก็ต้องประเมินทั้งในแง่ปริมาณและคุณภาพของการมีส่วนร่วม
ดังนั้น แทนที่จะนับเพียงแค่ "ยอดคนต่อแถวถ่ายรูป" แล้วเหมาว่าเป็นความสำเร็จของงาน ลองเปลี่ยนมาเจาะลึกผ่าน 3 KPI สำคัญ ที่ช่วยสะท้อนผลลัพธ์ของกิจกรรม AI Photo Booth ได้อย่างมีประสิทธิภาพ เช่น
1. Participation & Download Rate ความสนใจและการเปลี่ยนเป็นไฟล์ดิจิทัล
ตัวเลขชุดแรกจะช่วยสะท้อนว่า กิจกรรมหน้าบูธดึงดูดผู้ร่วมงานได้ดีแค่ไหน และสามารถเปลี่ยนประสบการณ์ออฟไลน์ไปสู่ไฟล์ดิจิทัลได้มากเท่าไร โดยเริ่มจากการนับจำนวนผู้เข้าใช้บูธ จำนวนภาพที่ระบบ Generate ขึ้น ไปจนถึงอัตราการดาวน์โหลดภาพจริง
คำแนะนำ: ควรกำหนดวิธีนับผู้ใช้แบบไม่ซ้ำคน (Unique Users) และตั้งกรอบเวลาในการเก็บข้อมูลให้ชัดเจน เพื่อให้ตัวเลขสะท้อนพฤติกรรมจริงได้แม่นยำที่สุด
2. UGC & Social Engagement วัดพลังการกระจายตัวบนโซเชียลมีเดีย
เมื่อภาพถูกดาวน์โหลดลงเครื่อง ขั้นต่อไปคือการประเมินว่ามีคอนเทนต์ถูกนำไปโพสต์ต่อบนโลกออนไลน์มากน้อยเพียงใด ในส่วนนี้ แบรนด์สามารถนำเครื่องมือ Social Listening หรือ Tracking Tools เข้ามาทำงานร่วมกัน เพื่อตรวจนับโพสต์สาธารณะที่ติดแฮชแท็กแคมเปญ หรือการแท็กบัญชีของแบรนด์ ควบคู่ไปกับยอดการมีส่วนร่วม เช่น ไลก์ แชร์ คอมเมนต์
คำแนะนำ: ต้องแยก “จำนวนภาพที่ถูกดาวน์โหลด” ออกจาก “โพสต์ที่ตรวจพบจริง” อย่างชัดเจน เพราะไม่ใช่ทุกคนที่โหลดรูปแล้วจะกดโพสต์ทันที
3. Lead Generation & Conversion ผลลัพธ์ทางธุรกิจและการเก็บข้อมูลลูกค้า
สำหรับการเก็บข้อมูลกลุ่มเป้าหมาย (Lead) แบรนด์สามารถออกแบบฟอร์มข้อมูลที่ต้องการจัดเก็บล่วงหน้าได้ โดยระบบ AI Photo Booth จะถูกปรับแต่ง (Customize) ให้สอดรับกับฟอร์มนั้นๆ และสามารถสรุปผลออกมาเป็นฐานข้อมูล (Data Export) ให้แบรนด์นำไปใช้งานต่อได้อย่างสะดวก
คำแนะนำ: โดยปกติของการจัดอีเวนต์ Conversion มักจะเกิดขึ้นทางออนไลน์ภายหลัง ดังนั้น แบรนด์ควรนำฐานข้อมูลที่ได้จากหน้างานไปต่อยอดทำ Online Conversion เช่น การส่งอีเมลหรือ SMS พร้อมติดลิงก์ UTM มอบสิทธิพิเศษ เพื่อประเมินความคุ้มค่าของการลงทุน (ROI) และติดตามแหล่งที่มาได้อย่างเป็นรูปธรรม
ตารางเปรียบเทียบ งานอีเวนต์ทั่วไป VS งานอีเวนต์ที่ใช้ AI Photo Booth ทำ O2O Marketing
ตารางต่อไปนี้เปรียบเทียบแนวทางออกแบบกิจกรรมที่เน้นประสบการณ์หน้างานเป็นหลักกับกิจกรรมที่เพิ่มขั้นตอนการเชื่อมสู่โลกออนไลน์ โดยผลลัพธ์จริงขึ้นอยู่กับ Creative, การติดตั้ง และแผนวัดผลของแต่ละงาน
| มิติ | งานอีเวนต์ทั่วไป | งานอีเวนต์ที่ใช้ AI Photo Booth ทำ O2O |
|---|---|---|
| ประสบการณ์ | ภาพถ่ายหรือกิจกรรมหน้างาน | ภาพ AI เฉพาะบุคคลตามธีมแบรนด์ |
| การมองเห็นแบรนด์ | เน้นการเห็นสื่อในพื้นที่จัดบูธ | มีโอกาสเห็นองค์ประกอบแบรนด์เมื่อภาพถูกแชร์ |
| Social Sharing | ขึ้นกับความสมัครใจ และความน่าสนใจ | ออกแบบภาพและเส้นทางรับไฟล์เพื่อชวนแชร์ |
| การเก็บข้อมูล | ลงทะเบียนหรือแบบสอบถามแยก | ออกแบบจุดเก็บข้อมูลเชื่อมกิจกรรมได้หากระบบรองรับ |
| การวัดผล | ยอดผู้ร่วมงานและความพึงพอใจ | วัดการใช้บูธ ดาวน์โหลด และเชื่อมข้อมูลการแชร์/Leads เพิ่มเติมได้ |
คำถามพบบ่อยเกี่ยวกับ AI Photo Booth ในงานอีเวนต์
Q: AI Photo Booth ช่วยเพิ่มยอดแชร์งานอีเวนต์ได้อย่างไร?
A: ด้วยภาพ Personalized ที่แตกต่างและการรับไฟล์ผ่าน QR Code ที่สะดวก ทำให้ผู้ร่วมงานมีเหตุผลและโอกาสนำภาพไปแชร์มากขึ้น แต่จำนวนการแชร์จริงยังขึ้นกับคุณภาพรูป แรงจูงใจ และการออกแบบแคมเปญ
Q: AI Photo Booth สามารถใส่โลโก้และ Key Message ของแบรนด์ได้หรือไม่?
A: AI SNAP 2.0 รองรับการปรับ Branding และองค์ประกอบภาพตามคอนเซปต์ของงาน โดยควรส่ง CI และ Key Visual รวมถึงสโลแกน Key Message ของแบรนด์ ให้ทีมผู้ให้บริการตรวจสอบก่อนผลิตจริง
Q: จะวัดจำนวนผู้แชร์ภาพจากงานอีเวนต์ได้อย่างไร?
A: ใช้ Hashtag และ Mention ที่ตรวจสอบได้ ร่วมกับ Social Listening หรือกิจกรรมส่งหลักฐานการโพสต์ ส่วนจำนวนการดาวน์โหลดหรือ QR Scan ไม่สามารถใช้แทนยอดแชร์ที่เกิดขึ้นจริงได้
Q: การเก็บข้อมูลผู้ร่วมงานผ่าน AI Photo Booth ต้องขอความยินยอมหรือไม่?
A: ต้องพิจารณาฐานกฎหมายและวัตถุประสงค์การประมวลผลข้อมูลภายใต้ PDPA อย่างเหมาะสม โดยเฉพาะการใช้ข้อมูลติดต่อเพื่อทำการตลาด ควรมีประกาศความเป็นส่วนตัวและช่องทางให้ผู้ร่วมงานเลือกความยินยอมเมื่อจำเป็น
สรุป
งานอีเวนต์ที่ประสบความสำเร็จ ไม่ควรจบลงแค่ตอนปิดงาน แต่ภาพถ่ายจากหน้างานควรทำหน้าที่เป็นสะพานเชื่อมต่อไปยังหน้าฟีดของคนอีกนับหมื่นบนโลกออนไลน์
ด้วยเหตุนี้ หากคุณเป็น Organizer, Agency หรือ Marketer ที่กำลังมองหาพาร์ตเนอร์ด้าน Creative Tech และ Event Technology เพื่อช่วยยกระดับงานครั้งต่อไปให้กลายเป็น Talk of the town ทีมงาน any i พร้อมให้คำปรึกษาและออกแบบระบบที่ตอบโจทย์เป้าหมายธุรกิจอย่างตรงจุด
หากคุณคือหนึ่งใน Organizer หรือ Agency ที่กำลังมองหาพาร์ตเนอร์ด้าน Creative Tech และ Event Technology ที่เข้าใจทั้งเรื่องเทคโนโลยีและโจทย์ธุรกิจอย่างแท้จริง และกำลังมองหาเครื่องมือสำหรับการจัดงานอีเวนต์
สามารถขอรับคำปรึกษาจาก any i ผ่านช่องทางแชตบนหน้าเว็บไซต์ หรือคลิกที่ลิงก์ลงทะเบียน เพื่อให้ทีมงานติดต่อกลับ
ช่องทางการติดต่ออื่น ๆ
Email: contact@anyimedia.com
LINE Official: @anyi
เบอร์โทรศัพท์: 061-023-7370
ทาง any i ยินดีให้บริการทุกท่านเสมอ




